6 เคล็ดลับ ช่วยให้รู้สึกกระฉับกระเฉงยามเช้า




6 เคล็ดลับ ช่วยให้รู้สึกกระฉับกระเฉงยามเช้า Photo By www.rachelkleist.com

เคยเป็นไหม..ที่เช้าแล้วไม่อยากลุกจากที่นอน หลายคนตั้งนาฬิกาปลุกแต่ก็ไม่ยอมตื่น นอนไปนอนมากลายเป็นนอนตื่นสายไปเรียน ทำงาน ไม่ทันเสียอย่างงั้น 

วันนี้เราขอแนะนำ เคล็ดลับอัพพลัง ให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉงยามเช้า ซึ่งจะเป็นเคล็ดลับในการทำให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นยามเช้าได้ดีทีเดียว 

เคล็ดลับอัพพลัง กระฉับกระเฉงยามเช้า 

1. นอนหลับไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง
2. ตื่นนอนให้เป็นเวลา 

3. ห้ามลืมมื้อเช้า 

4. งดชาและกาแฟหลัง 6 โมงเย็น
5. อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ
6. หมั่นออกกำลังฟิตร่างกาย






อ้างอิง....ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร (Resource Center) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

ลดน้ำหนัก 40 กิโลใน 3 เดือน เป็นสูตรที่ง่ายไม่ต้องอดอาหาร(ไม่ต้องใช้ยา)




ต้องขอเกรินก่อนะคะ ว่าดิชั้นลดไป 30 กิโลใน 2 เดือน และลดอีก 10 กิโลใน 1 เดือนสุดท้ายคะ (ปล ดิชั้นเป็นเกย์นะคะ อิอิ ตอนนั้นหนัก 108 กิโลกรัม สูง 180 cm คะ)

สำหรับสูตรก็คือ ให้ซื้อแตงโมตุนไว้เยอะๆๆคะ ซื้อก่อนเข้าทำงานหลายๆถุงเลยคะ แล้วก็เอาไปแช่ช่องแช่แข็ง(เป็นไอติมอร่อยๆๆคะ)หรือตุ็เย็นไว้คะ 

มื้อเช้า 

ก็ให้ทานแตงโมเย็นๆกับน้ำเปล่าเยอะๆๆนี้แหละคะ หิวเมือไรก็คว้าแตงโมเข้าปากคะ ที่ให้ทานแตงโมเพราะว่า แตงโมมีรสหวาน เพราะมีน้ำตาลโมเลกุลเล็กคะ ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว แล้วในการทำงานนั้น สมองต้องการน้ำตาลด้วยคะ (สมองคนเราต้องการน้ำตาลวันละ 120g นะคะ ฉะนั้นการอด crab เลยจะแย่ต่อสมองมากๆๆ รวมถึงในสมองก็มีน้ำอยู่เป็นส่วนประกอบหลัก ฉะนั้นทานน้ำเยอะๆๆคะ แถมการทานน้ำเย็น จะช่วงเพิ่มแมตตาบอริซึม หรือ การเผาพลาญ เพราะร่างกายต้องพยายามรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ที่ 37 องศานะคะ ก็จะนำพวกไขมันส่วนเกินออกมาเผา ให้ร่างกายเกิดความร้อน เพื่อคงอุณหภูมิ นะคะ แถมกินน้ำเยอะ ต้องเดินไปฉี่บ่อย เวลาเดิน ก็ได้ออกกำลังกายด้วยนะคะ 5555 ห้ามอั้นปัสสาวะ นะคะ จะเป็นกระเพราะปัสสาวะ อักเสบได้คะ อันตรายมากๆๆๆ เดินบ่อยหน่อยก็ถือว่าออกกำลังกายนะคะ อิอิอิ) 

ถ้าเบื่อแตงโม ให้ทาน ชมพู่ แทนได้คะ แต่ห้ามทานผลไม้เนื้อแน่นๆเป็นแป้ง พวก มะม่วง ฝรั่ง เพราะมันจะให้พลังงานสูงกว่าคะ เพราะสูตรของดิชั้น คือจะให้กินแตงโมทั้งวันคะ หิวเมื่อไร ก็แตงโมเมื่อนั้น

จากที่หามา เค้าบอกว่า แตงโม 100g ให้พลังงานแค่ 8 Kcal เองคะ ฉะนั้น กินแตงโม 1 กิโล เพิ่งได้พลังงานแค่ 80 Kcal เอง ไม่อ้วนแน่นอนคะ (ผุ้หญิงใช้พลังงานวันละประมาณ 1500 Kcal) ฉะนั้น ถ้าจะลดความอ้วน ก็ไม่ควรจะกินเกิน 1000 kcal นะคะ น้ำหนักที่หายไป 1 kg เท่ากับ 7700 Kcal นะคะ อันนี้หามาจาก net คะ

ถ้าคนน้ำหนักเยอะก็จะยิ่ง ใช้พลังงานเยอะขึ้นต่อวันคะ ก็จะทำให้ ช่วงแรกๆๆ ลดลงเร็วมาก แต่หลังๆๆจะลดช้าลง ก็ไม่ต้องเครียดว่าทำไมหลังๆๆไม่ลดนะคะ มันต้องใช้เวลานิดนึง

มื้อกลางวัน 

มื้อกลางวัน ให้ทาน เกาเหลา ไม่ใส่หอมเจียว นะคะ หรือถ้ามีร้านส้มตำ ก็ ส้มตำเลยคะ ไก่ย่างเลยคะ หรือสเต็กปลา ก็ได้ แต่อย่าทาน คาร์โบไฮเดรตคะ สูตรนี้จะรับ คาร์โบไฮเดรต จาก แตงโม เท่านั้นนะคะ ห้ามทานของทอดด้วยคะ เพราะน้ำมันนี้มันอันตรายมากกกกกกกกกกกกก แล้วก็ห้ามทานหนังสัตว์ 

บ่ายๆ 

แอบหิวตอนบ่ายกันใช่ไหมคะ เดินไปตู้เย้นเลยค้า แตงโม เจ้าเก่า อิอิอิ

เย็น 

ตอนเย็นนี้กลับมาบ้านให้กินไข่ต้มคะ2-3ฟอง กินไข่แดงได้คะ ไม่ต้องเอาออกนะคะ เพราะไขมันในไข่แดงเป็นไขมันธรรมชาติ ร่างกายจะนำไปใช้คะ เช่นการสร้างวิตามิน D คะ แถมเคยอ่านเจอว่า ในไข่แดงมีสารลดไขมันในหลอดเลือดด้วยคะ 

ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงาน 75 Kcal โดยประมาณคะ
แต่ถ้าไข่ดาว 1 ฟอง ก็ 150 Kcal
ถ้าไข่เจียว 1 ฟองก็ 250 Kcal คะ

เห็นไหมคะ น้ำมันนี้มันน่ากลัวมากคะ 

จะทานไข่ต้มกับสลัดก็ได้นะคะ แต่น้ำสลัดขอแบบญี่ปุ่นนะคะ อิอิอิ แล้วก็ไม่ใส่ ขนมปังอบนะคะ 

ถ้าตลอดทั้งวันนี้มีตอนไหนหิวๆๆ ก็รีบกินแตงโมนะคะ ก่อนจะเผลอไปกินอย่างอื่น แล้วมานึกได้ที่หลัง 


**** ห้ามกินกาแฟคะ เพราะให้พลังงานสูงมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จากพวก นม น้ำตาล นมค้นหวาน ครีม ไรพวกนนี้อะคะ เห็นเค้าว่า เท่ากับข้าว 2 มื้อเลยคะ **** 

**** เครื่องดื่มตลอดการลดน้ำหนักต้องเป็นน้ำเปล่า หรือ pepsi max นะคะ **** 

ควรมีช่วง promotion ให้ตัวเองด้วยคะ เช่น ลดครบ 10 กิโลกรัม รับไปเลย บูลเบอรี่ชีสเค้ก 1 ชิ้น อะไรแบบนี้ ไม่งั้น ตายแน่คะ มันต้องมีพักกันบ้าง เช่น 7 วัน พัก 1 มื้อ กินอะไรก็ได้ตามใจเรา อะไรแบบนี้อะคะ สู้ๆๆนะคะ อิอิอิ 

ที่มา จากคุณ : sukritudom สมาชิกเว็บไซต์ pantip.com

ฮือฮา!! น้ำมันกัญชา ทำหนุ่มอังกฤษรอดจากมะเร็งร้าย หลังหมอบอกมีชีวิตเหลือแค่ 18 เดือน



นายเดวิด ฮิบบิท ชาวอังกฤษ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง แต่เขาปฏิเสธการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด ซึ่งแพทย์ต้อง
แจ้งว่าหากไม่รับการรักษาด้วยวิธีนี้เขาอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ เพียง 18 เดือน
โดยก่อนหน้านี้เขาทำทั้งคีโมทั้งฉายแสงหลายอย่าง แต่เซลล์มะเร็งก็ไม่หายไปจากตัวเขา จนวันหนึ่งเพื่อนของเขา
แนะนำให้เขาใช้ น้ำมันกัญชา แต่ก้ก็ปฎิเสธเสียงเเข็งว่าอย่างไรก็ตามจะไม่ใช้ยาเสพติดอย่างเด็ดขาด
เเต่แล้วเมื่อการตรวจรักษาในทางการแพทย์ไม่สามารถรักษาเขาให้หายขาดจากมะเร็งร้ายได้ เขาเลยย้อนคิดถึงสิ่ง


ที่เพื่อนพูดและลองใช้น้ำมันกัญชาดู ปรากฎว่า 18 เดือนให้หลังไปทำการตรวจรักษาอาการ แต่แพทย์กลับ
แจ้งว่าเขาไม่มีเชื้อมะเร็งร้ายในตัวเขา……………….
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ทางการเเพทย์ยังไม่ยืยยันเป็นที่แน่ชัด เพราะจะต้องทำการวิจัยอย่างเป้นทางการให้
แน่ชัดอีกครั้งก่อน ถึงจะรับรองได้ว่ากัญชาสามารถรักษามะเร็งร้ายได้




ที่มาdailymail

สูตรมาสก์หน้าใส เด้งตึง ไม่เหี่ยว ด้วยน้ำทับทิมสดๆ



ทับทิม (Pomegranate หรือ Punica apple) ผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากตะวันออกของประเทศอิหร่าน ทางตอนใต้ของอัฟกานิสถานและทางตอนเหนือของเทือกเขาหิมาลัย นอกจากจะนำมารับประทาน เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้วนั้น ทราบหรือไม่คะว่าทับทิมยังมีประโยชน์ในเรื่องการบำรุงผิงพรรณด้วยเช่นกันนะคะ 


ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และยังมีสารเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูง มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ดังนั้น ถ้าสาวๆอยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีใบหน้าที่สวยใส เต่งตึง ไร้รอยตีนกา และรอยหมองคล้ำ เราขอแนะนำสูตรหน้าสวยด้วยการมาสก์หน้าน้ำทับทิมสด ถ้าพร้อมแล้วมาทำสวยกันเลยค่ะ 

ทับทิม (Pomegranate หรือ Punica apple) Photo By juicepressousa.com



สูตรมาสก์หน้าใสด้วยน้ำทับทิมสดๆ 

สิ่งที่ต้องเตรียม 

1. ทับทิม 1 ลูก (พันธุ์ไหนก็ได้ค่ะ)
2. ผ้าขาวบาง
3. ถ้วย



Photo By www.examiner.com


วิธีทำ เพียงแค่นำผลทับทิมไปล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นปอกเปลือกออกให้หมด แคะเอาเม็ดทับทิมออกมาใส่ไว้ในถ้วย เมื่อได้แล้วก็นำเอาเม็ดทับทิมที่แกะได้มาเทใส่ผ้าขาวบาง จากนั้นหาไม้หรืออะไรก็ได้ค่ะมาทุบๆเม็ดทับทิมในผ้า กะว่าพอให้สามารถใช้มือบีบเอาน้ำทับทิมออกมาได้นะคะ จากนั้นก็ใช้มือบีบห่อผ้า เพื่อให้ได้น้ำทับทิมสดๆ 

Photo By www.stylecraze.com




วิธีใช้ นำเอาน้ำทับทิมสดๆ (ที่เราคั้นเอง) มาทาให้ทั่วไปหน้า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น สูตรนี้สามารถทำได้เช้า-เย็น ทำทุกวันแล้วผิวหน้าของคุณจะดีขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยชะลอวัย และดูหน้าเด็กกว่าวัยอีกด้วยค่ะ 

กินฟักทอง..อย่างไรให้เป็นยา!!

  นอกจากจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงแล้ว ฟักทองยังเป็นยารักษาโรคมาตั้งแต่สมัยก่อนด้วย คนรุ่นใหม่อย่างเราน่าจะลองกินฟักทองเป็นยากันบ้าง 


วิธีทำก็แสนง่าย
    1. เอาเนื้อฟักทองครึ่งกิโลกรัมมานึ่งให้สุก แล้วราดด้วยน้ำผึ้ง กินวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น ติดต่อกันประมาณ 5-7 วัน จะช่วยบรรเทาอาการหอบหืดได้นาน 6 เดือน ถึง 2 ปี
    2. ต้มฟักทอง 250 กรัมกับน้ำสะอาด แล้วกรองน้ำให้สะอาดเอามาดื่ม จะช่วยรักษาโรคเบาหวานได้
3. นำดอกฟักทองกับตับหมูไปต้มรวมกัน กินเป็นกับข้าว สามารถรักษาโรคตาบอดกลางคืนได้
    4. แกะเปลือกเมล็ดฟักทองออกให้เหลือแต่เนื้อใน จากนั้นนำไปคั่วแล้วบดเป็นผง ผสมน้ำอุ่นดื่มครั้งละ 30 กรัม ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้คุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูก
    5. แกะเปลือกเมล็ดฟักทองออกให้เหลือแต่เนื้อใน กินดิบๆ ติดต่อกัน 3 วันจะช่วยถ่ายพยาธิไส้เดือนได้
    6. คั่วเมล็ดฟักทอง 150 กรัมให้สุก กินเนื้อในเพื่อขับพยาธิตัวตืด



ฟักทอง1
                เป็นอย่างไรบ้างครับเพื่อน ๆ เคล็ดลับการทานฟักทองให้เป็นยา ไข่เจียวหวังว่าเพื่อน ๆจะทานฟักทองได้อร่อยขึ้นและยังได้สุขภาพอีกด้วย!!

ขอขอบคุณสำหรับเนื้อหาจาก : spicy

หุ่นผอมแห้ง แต่มีพุง ทำยังไงดี?




หุ่นผอมแห้ง แต่มีพุง เป็นหนึ่งในรูปร่างที่พบได้บ่อยของชายไทยหญิงไทยในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนคิดว่าไม่เป็นปัญหา แต่หมอคิดว่าเป็นปัญหา ไม่ใช่เพราะเรื่องความสวยงามนะคะ 

แต่เพราะว่าพุง ซึ่งเกิดจากไขมันที่สะสมในช่องท้องซึ่งมีชื่อเรียกว่า Visceral fat นั้น เป็นเซลล์ไขมันที่ไม่ดีกับสุขภาพ เป็นเซลล์ไขมันที่ผลิตสารซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบในระดับโมเลกุล ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมไปถึงอัลไซเมอร์ สาเหตุที่ผอมแต่ลงพุงนั้นเกิดจากสองสาเหตุหลัก หนึ่งคือรับประทานอาหารผิดประเภท และสองคือการไม่ออกกำลังกาย


อาหารที่เรารับประทานแต่ละประเภท ส่งผลต่อการสะสมของไขมันในแต่ละส่วนที่ต่างกันไป มีอาหารสามประเภทหลักที่ส่งเสริมการสะสมของไขมัน ให้กรูกันไปอยู่ที่บริเวณพุง 

ประเภทที่หนึ่งคือน้ำเชื่อมที่มีชื่อเรียกว่า High-Fructose Corn Syrup (HFCS) มีงานวิจัยในหนูพบว่า หนูที่ถูกป้อนด้วยน้ำเชื่อม HFCS จะมีไขมันสะสมบริเวณพุงมากกว่าหนูที่ถูกป้อนด้วยน้ำตาลปกติในปริมาณแคลอรี่ที่เท่ากัน 

HFCS คือสารให้ความหวานที่สังเคราะห์จากแป้งข้าวโพด มีการใช้กันมากในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะราคาถูกและเก็บรักษาได้นาน HFCS พบมากในน้ำอัดลม น้ำหวาน ชาเขียวรสหวาน เครื่องดื่มฟังค์ชั่นนั่ลดริ๊งค์รสหวาน คุ้กกี้ บิสกิต มัฟฟิ่น ซีเรียล ขนมขบเคี้ยว น้ำสลัด เครื่องปรุงรสหวาน 

อาหารเพิ่มพุงประเภทที่สองคือ ไขมันตัวร้ายที่เรียกว่า ไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันสังเคราะห์ที่ใช้กันมากในอุตสาหกรรมอาหาร มีงานวิจัยพบว่าการรับประทานไขมันทรานส์เป็นประจำ ส่งผลให้ไขมันสะสมบริเวณพุงมากขึ้น แม้ว่าปริมาณแคลอรี่โดยรวมจะไม่ได้สูงก็ตาม ไขมันทรานส์พบในมาร์การีน ชอร์ตเทนนิ่ง เค้ก คุ้กกี้ แครกเกอร์ ขนมปังบางประเภท อาหารทอด ฟาสต์ฟู้ด มันฝรั่งทอดกรอบ อาหารแช่แข็ง 

ส่วนอาหารประเภทที่สามซึ่งส่งเสริมการสะสมของไขมันบริเวณพุงคือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ พบว่าแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มไม่ว่าจะเป็นเบียร์ วิสกี้ วอดก้า ค็อกเทล หรือไวน์ก็ตาม จะส่งผลให้ไขมันไปสะสมบริเวณช่องท้องได้มากเป็นพิเศษ ยิ่งดื่มมาก ก็จะยิ่งมีผลมากขึ้น 


เมื่อมีอาหารเพิ่มพุง ก็ต้องมีอาหารลดพุง พบว่าอาหารที่ช่วยลดพุงได้ดีคือ สารอาหารในกลุ่มไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ซึ่งพบมากใน ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ แตงกวา แครอท ต้นหอม สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ แอปเปิ้ล ส้ม เคยมีงานวิจัยที่พบว่า เพียงแค่เพิ่มการรับประทานเส้นใยอาหารให้ได้ 10 กรัมต่อวัน (ประมาณแอปเปิ้ลสองลูก) ก็ส่งผลให้ปริมาณไขมันสะสมที่พุงลดลงได้แล้ว 

สรุปแล้วการปรับอาหารเพื่อแก้ปัญหาผอมแต่มีพุงนั้น ไม่จำเป็นต้องลดปริมาณอาหารหรือแคลอรี่โดยรวมที่รับประทาน แต่ควรเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่ ‘คลีน’ ขึ้น เลี่ยงการรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง แล้วหันมารับประทานอาหารที่เป็น ‘อาหาร’ จริงๆ อาหารสดๆปรุงเอง เน้นรับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืช เมื่ออาหารในจานของเราคลีน ไขมันที่สะสมบริเวณพุงของเราก็จะถูกคลีนออกไปในที่สุด 



นอกจากการปรับอาหารแล้ว อีกสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญมากคือการออกกำลังกาย สาวผอมบางคนไม่อยากออกกำลังกายเพราะกลัวจะผอมมากขึ้นไปอีก หรือบางคนก็คิดว่าผอมอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออก ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดทั้งสองข้อ จริงๆ แล้วสาวผอมที่ได้ออกกำลัง จะช่วยให้มีกล้ามเนื้อขึ้นมาบ้าง หุ่นจะดูดีและใส่เสื้อผ้าได้สวยขึ้น และที่สำคัญคือ การออกกำลังจะช่วยลดการสะสมของไขมันบริเวณพุง ช่วยให้การกระจายของไขมันดีขึ้นด้วย ปัญหาเรื่องไขมันสะสมในที่ๆไม่ควรสะสม ก็จะหมดไป 

พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง) Twitter, Instagram: @thidakarn 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ในชุดโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Photo By www.cosmediclist.com 

สูตรสมุนไพรล้างไต ขับปัสสาวะ




สูตรสมุนไพรล้างไต ขับปัสสาวะ

1. กระชาย 1 ขีด
2. หอมแดง 1 ขีด
3. ข่า 1 ขีด
4. ตะไคร้ 1 ขีด
5. ใบมะกรูด 1 ขีด
6. ใบมะนาว 1 ขีด
7. ใบสาระแหน่ 1 ขีด

วิธีการทำ

นำสมุนไพรทั้ง 7 ชนิดมาล้างให้สะอาด ใส่ลงไปในหม้อ เติมน้ำให้ท่วม ต้มให้เดือด จากนั้นนำมาดื่มให้หมดใน 1 มื้อ

อัตราการใช้




1 หม้อต่อ 1 วัน ไม่ควรนำกลับมาต้มซ้ำควรเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง ดื่มติดต่อกัน 1 สัปดาห์จะเห็นผลจากปัสสาวะดีมาก

หมายเหตุ : ภูมิปัญญาชาวบ้าน นับเป็นความรอบรู้และประสบการณ์สืบต่อกันมา

เรื่องจริงที่ หมอ ไม่ได้บอก...(คีโม กับ มะเร็ง)




เรื่องจริงที่ หมอ ไม่ได้บอก......
(คีโม กับ มะเร็ง)

คีโมกับมะเร็งและการดำรงชีวิต ( ดีมากๆ) ช่วยกด Share ให้คนที่คุณรักด้วยครับ......

หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทาง เลือกเดียวที่จะลอง และใช้ในการกำจัดโรค มะเร็งในที่สุดโรงพยาบาลจ
อห์น ฮอพกินส์ก็ เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก
ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์

1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซล มะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจ สอบตามมาตรฐานจนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่ม ขึ้นในระดับพันล้านเซล(1,000,000,000 เซล เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้วมันหมาย ถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้ เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึง ระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น

2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เพียงพอ เซลมะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไ ม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก

4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็งมันกำลังบอกว่าค นๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับ โภชนาการซึ่งอาจเกิดจากยีนสิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต

5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการ เกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภท ของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วย ให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น


6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็น พิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูกทำลาย ระบบทางเดินอาหาร ฯลฯและเป็นสาเหตุทำ ให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลายเช่นตับ ไต หัวใจปอดฯลฯ

8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะ ช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่าง ไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่ง ผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก

9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโม หรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกัน อาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลาย ลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจาก การติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับ ซ้อนยิ่งขึ้น

10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็น สาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ดื้อยา และ ยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุ ทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย

11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็งคือ การไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ใ นการขยายตัวอะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซล มะเร็ง a. น้ำตาลคือ อาหารของมะเร็งการตัด น้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให กับเซลมะเร็งสารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น"" นิวตร้าสวีต"" "" อีควล"" "" สปูนฟูล "" ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวานซึ่งเป็นอันตรา ยสารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่า คือน้ำผึ้ง มานูคา(จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อยแต่ใน ปริมาณน้อยๆเท่านั้นเกลือสำเร็จรูป ก็ใช้สาร เคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้"" แบรก อมิโน"" หรือ เกลือทะเลแทน b. นม เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็ง จะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือกการใช้ นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้ เซลมะเร็งไม่ ได้รับอาหาร c. เซลมะเร็งเติบโต ได้ดี ในภาวะแดล้อมที่ เป็นกรด อาหารจำพวก เนื้อ จะสร้างสภาวะ กรดขึ้นดังนั้นจึงควรหันไปรับประทาน ปลา จะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทน เนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่ สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์และเชื้อปรสิต บางประเภทตกค้างอยู่ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด80% และน้ำ ผลไม้พืช จำพวกหัวเมล็ดถั่วเปลือกแข็ง และ ผลไม้จำนวนเล็กน้อยจะช่วยทำให้ร่างกายมี สภาวะเป็นด่างอาหารอีก20% อาจได้มาจา กการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่วน้ำผักสด จะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึม ทราบสู่ระดับเซลภายใน 1 นาที เพื่อบำรุงร่า งกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้ พยายามดื่มน้ำผักสด (ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่ว ที่มีหน่อหรือต้นอ่อน)และรับประทานผักสด ดิบ2-3 ครั้งต่อวันเอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่าย ที่อุณหภูมิ140 องศาF (ประมาณ 4 องศา C) e. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟน้ำชาและช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูงชาเขียว ถือเป็นทางเลือกที่ดี และมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งน้ำดื่มให้ เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อ หลีกเลี่ยงท๊อกซิน และโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรดให้หลีกเลี่ยง

12. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยากและต้องการ เอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อยเนื้อ สัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาห ารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น

13. ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือ การรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอ มาใช้โจมตี กำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็งและช่วยให้ เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดี ขึ้น

14. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน (สารIP6 [inositol hexaphosphate หรือ phyti acid],สาร Flor-essence, สารEssiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน, เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามาร ถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้นสารอาหารอื่นๆเช่น วิตามินอีเป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตาย ลงของเซลหรือ กำหนดระยะเวลาการตาย ของเซล ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกาย ในการ กำจัดเซลที่ถูกทำลายซึ่งไม่เป็นที่ต้อง การ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป

15. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์ กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณการป้องกันเชิงรุก และ การคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถ อยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง.... ความ โกรธ การไม่รู้จักให้อภัยและความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมี สภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้นให้เรียนรู้ที่จะมีความ รักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัยเรียนรู้ที่ จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต

16. เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ใน สภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมากการออก กำลังกายทุกวันและการหายใจลึกๆจะช่วยให้ ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับ เซลการบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีก อย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง

(กรุณาช่วย Forward ไปยังบุคคลที่คุณรัก และห่วงใย) นี่คือเรื่องที่คุณควรส่งออกไปให้คนที่มีความ สำคัญกับชีวิตคุณได้รับรู้รับทราบ



ห่างไกลอัลไซเมอร์ …ด้วย 15 อาหารบำรุงสมอง!!




สมองเป็นส่วนของอวัยวะที่มหัศจรรย์ที่สุดในร่างกายของคนเรา ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมการกระทำของเราทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว ความรู้สึกนึกคิด หรือความจำ แต่เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆของร่างกายของคนเราย่อมมีภาวะเสื่อมถอย ทำให้มีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น ไข่เจียว.com ได้รวบรวมอาหารที่ดีต่อสมอง เพื่อให้คุณได้เลือกรับประทาน เพื่อสมองมีสุขภาพดีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคอัลไซเมอร์และช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่วันนี้ต่อเนื่องไปจนถึงบั้นปลายชีวิต สุขภาพดีๆ สร้างได้ด้วยตัวเองนะคะ ด้วยความห่วงใยและอยากเห็นคุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเพื่อท่านจะได้มีความสุขในการใช้ชีวิต
 
1. ธัญพืช
       จำพวก เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดงา เมล็ดแฟลกซ์ มีโปรตีนสูง มีไขมันดี และวิตามินเอจำนวนมาก ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มสารอาหารกระตุ้นสมองอย่างแมกนีเซียม ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองได้ดี เต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร มีปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม รวมทั้งยังมีโอเมก้าสูง และจะดีมากหากรับประทานเป็นอาหารเช้าเพื่อเพิ่มพลังในวันใหม่

 
2. ผลไม้รสเปรี้ยวตระกูลเบอร์รี่
       ช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ลดความดันโลหิตที่สูงให้สมดุล มีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดและระดับไอคิว ทั้งยังป้องกันการสูญเสียความจำระยะสั้น ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความทรงจำ โดยเฉพาะบลูเบอร์รีสดที่ดีต่อความจำระยะยาวมากที่สุด เหมาะแก่การรับประทานเป็นอาหารว่าง เพราะไม่ทำให้อ้วน ได้วิตามินซีเพิ่มขึ้นอีกด้วย

3. มะเขือเทศ
       ที่เป็นที่รู้กันดีว่ากินมะเขือเทศแล้วผิวสวย ทั้งยังจัดว่าเป็นอาหารสมองชั้นดี เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อว่าไลโซปีน จึงช่วยป้องกันโรคหลงลืมได้ เพียงแต่ต้องผ่านความร้อนก่อนเพื่อให้เรารับไลโคปีนได้เต็มที่ หากเป็นไปได้ควรนำมะเขือเทศมาทำอาหารเองจะดีมากค่ะ

 
4. ปลา 
       กินปลาแล้วจะฉลาดเห็นจะได้ผลจริงนะคะ เพราะในปลาจะมีกรดไขมัน โอเมก้า 3 ช่วยสร้างและดูแลผนังเซลส์ประสาทในสมองให้แข็งแรง ไม่เสื่อมตามวัยเร็วเกินไป ซึ่งมีกรดไขมัน DHA ที่อยู่ในกรดไขมันโอเมก้า3 มีความสำคัญต่อการพัฒนาและบำรุงเซลส์สมองมาก เพราะเป็นกรดไขมันโซ่ยาวแบบเดียวกันกับที่พบในเยื่อเซลส์สมองของเรา แนะนำเป็นปลากระพง ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาทู เป็นปลาที่มีโอเมก้า 3 ในปริมาณสูง

 
5. ผักโขม 
       รวมถึงผักใบเขียวชนิดอื่นๆ ช่วยลดอาการความจำเสื่อมโดยเฉพาะในผู้หญิง มีการวิจัยพบว่าหญิงวัยกลางคนที่รับประทานผักโขมร่วมกับผักใบเขียวชนิดอื่นๆเป็นประจำ จะช่วยลดอาการความจำเสื่อมไปได้ถึง 2 ปี ผักโขมมีเอนไซม์ที่ดีต่อความแข็งแกร่งของปลายเซลล์ประสาท และเสริมความแข็งแรงตัวรับส่งข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท ทั้งมีกรดโฟลิกสูงที่ดีต่อความจำ

 
6. ช็อกโกแลต 
       ช็อกโกแลตมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยระบบหมุนเวียนเลือด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ ที่สำคัญช่วยพัฒนาความจำได้ถึงร้อยละ20 นอกจากนี้ยังที่ผลิตสารเอ็นดอร์ฟิน และเซโทโรนินที่เป็นสารแห่งความสุขในสมอง ทำให้อารมณ์ดี โดยสามารถพกพาได้สะดวก ติดกระเป๋าไว้รับประทานเวลาว่าง เมื่อต้องการความสดชื่นจะช่วยผ่อนคลายสมองได้ด้วยค่ะ

 
7. ชาเขียว
       ควรเลือกชาเขียวจากใบชาอ่อนๆหรือที่เรียกว่ามัทฉะ ผงชาเขียวจะอุดมไปด้วยสารคลอโรฟิลด์จึงทำให้มีสีเขียวสด เมื่อผสมเข้ากับน้ำร้อนที่ไม่เดือดมาก จะมีรสชาติฝาดนิดๆ และเพียงแก้วเดียวก็ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งได้ ชาเขียวมีสารที่ชื่อว่า Catechin วิตามินเอ และซีฟลูออไรด์ รวมถึงสาร L-Theanine ซึ่งช่วยในเรื่องสมาธิ กล่าวง่ายๆก็คือเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเดียวก็มีมากกว่าบลูเบอร์รี่ถึง 33 เท่า!

 
8. กระเทียม
       เป็นสุดยอดพืชมหัศจรรย์ เนื่องจากกระเทียมจะช่วยกระตุ้นให้สมองสร้างเทโรนินมากขึ้น ช่วยทำให้เราอารมณ์ดี ลดความเครียด ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลส์ประสาท ช่วยให้ความจำดี คนไทยโชคดีนะคะ หากระเทียมทานได้ง่ายๆ เวลาเข้าครัวปรุงอาหารก็อย่าลืมหยิบกระเทียมมาเป็นส่วนผสมในอาหารเยอะๆ นะคะ

 

9. น้ำมันมะกอก 
       ร้อยละ 60 ของสมองคือไขมัน จึงไม่สามารถมองข้ามไขมันไปได้เลย น้ำมันมะกอกมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งมีกรดโอเลอิก (Oleic acid) เป็นหลักอยู่ถึงกว่าร้อยละ 70 กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมีคุณสมบัติในการลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ในน้ำมันมะกอกยังมีอัลฟาโตโคฟีรอล (Alpha-tocopheral) ซึ่งอยู่ในรูปของวิตามินอี แคโรทีนในรูปของโปรวิตามินเอ และสารประกอบกลุ่มโพลีฟีนอล จึงมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระมีคุณสมบัติในการต่อต้านภาวะความเสื่อมถอยของสมองและยังช่วยยืดอายุของเราให้ยืนยาวขึ้นอีกด้วย อาหารสำเร็จรูปขนมกรุบกรอบ หรือแม้แต่น้ำราดสลัดส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันอื่น ๆ ที่มีไขมันโอเมก้า-6 ตรงนี้ต้องคอยสังเกตไว้ ถึงจะชื่อว่าโอเมก้า-6 แต่ก็ไม่ใช่ไขมันที่ดี ฉะนั้นควรมองหาน้ำมันมะกอกจะดีที่สุด

 
10.สาหร่ายทะเล
       มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการอยู่มากมาย อาทิ แคลเซียม เหล็ก ไอโอดีน แมกนีเซียม และโซเดียม และที่สำคัญคือมีโอเมก้า 3 สูงจัดว่าเป็นอาหารบำรุงสมองอย่างหนึ่งที่สำคัญ และยังช่วยให้เส้นผมดกดำได้อีกด้วย

 
11. กล้วยหอม 
       ถือเป็นผลไม้คลายความเครียดชั้นดีช่วยบำรุงสมอง เป็นแหล่งวิตามินบี ซึ่งช่วยบำรุงการทำงานของประสาทและความสามารถในการเรียนรู้ ช่วยป้องกันอันตรายจากการเป็นอัมพาต การกินกล้วยหอมเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคร้าย อุดมด้วยกากใยอาหารและสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันถึงโรคมะเร็งได้ด้วย

 
12.ถั่วเหลือง 
       การได้รับสารฟอสฟาติดิลเซอรีนหรือสาร PS ที่มีมากในถั่วเหลือง ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์สมองได้ จากความรู้ที่ว่าโครงสร้างเซลล์สมอง 1 เซลล์ ประกอบด้วย สาร PS 98% ที่เหลืออีก 2% คือไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, ฟอสโฟติดิลโคลีน, เลซิติน โปรตีนและอื่นๆ
       การใช้สมองในชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน กิน ใช้ความคิด เรียนรู้ ทำงานในแต่ละวัน PS ในสมองจะลดลง สมองควรได้รับ PS ทดแทนวันละ 100-300 มก. เราควรเพิ่มสาร PS ตั้งแต่วัยเด็กเป็นต้นไป โดยทานอาหารที่มี PS มากๆ การเพิ่ม PS ให้เซลล์สมอง เราจะรู้สึกสดชื่นไม่เพลียในระหว่างวัน หากทานอาหารที่ไม่มี PS ร่างกายไม่สามารถนำสาร PS ไปทดแทนในเซลล์สมองได้ ดังนั้นเราควรกินถั่วเหลืองกันเยอะๆนะคะ จะได้ไม่สมองเสื่อมก่อนวัยอันควรค่ะ

13. ผักปวยเล้ง 
       มีกรดโฟลิกสสูงมาก ช่วยให้อารมณ์ดี หลับง่าย ป้องกันโรคซึมเศร้า ประสาทหลอนและความจำเสื่อม

 
14. ไข่ไก่ 
       ไข่มีประโยชน์ มีโปรตีน มีกรดอะมิโนที่จําเป็นต่อร่างกาย และอีกมากมายที่บอกว่าช่วยให้เราเจริญเติบโต นอกจากโปรตีนแล้ว ในไข่ยังมีวิตามินต่างๆ อย่างวิตามินบี อี เอ (ไม่มีแค่วิตามินซีนี่แหละ) และยังมีสารอาหารอื่นๆ อีกด้วย เช่น ธาตุเหล็ก และโฟลิก ที่มีความสำคัญในการป้องกันภาวะเลือดจาง และเลซิติน ที่พบมากในไข่แดงและถั่ว เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อเซลล์ประสาท ที่เป็นสารที่จำเป็นต่อการสร้าง "โคลีน" (Choline) สารอาหารอีกตัวหนึ่งที่พบได้จากเลซิติน (งงไหมเอ่ย? ไข่มีเลซิติน และในส่วนประกอบของเลซิตินก็จะมี โคลีน อยู่จ้า) …ไข่เป็นอาหารที่ราคาถูกหาได้ง่ายด้วยนะ สามารถให้พลังงานแก่สมองได้ยาวนานหลายชั่วโมง


 
15. แอปเปิ้ล 
       ในผลไม้ชนิดนี้มีสารที่ชื่อว่า “อะเซทิลโคลีน” ซึ่งจะช่วย เพิ่มความสามารถในการทำงานของสมอง ทำให้เรื่องของความจำ การเรียนรู้สิ่งต่างๆทำได้ดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมอีกด้วย
       นอกจากการหาอาหารมาบริโภคแล้ว ไม่ควรลืมที่จะพักผ่อนให้เพียงพอ และหาวิธีพักผ่อนสมองเพื่อไม่ให้สมองของคุณทำงานหนักเกินไปด้วยการนอนหลับ และการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพราะการดื่มน้ำสะอาดจะช่วยเพิ่ม ออกซิเจนให้กับสมองได้ และอีกวิธีหนึ่งคือการออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบประสาทได้เคลื่อนไหว ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ส่งผลดีต่อการปกป้องเซลล์ประสาทให้แข็งแรง และยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และอีกวิธีทีจะช่วยในการพัฒนาความจำคือการฝึกใช้สมองโดยการเล่นเกมส์ เล่นปริศนา อ่านหนังสือเพราะจะช่วยให้เกิดกระบวนการทำงานในการคิดจะทำให้สมองสร้างเซลล์ประสาทเนื้อเยื่อประสาทมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าคุณจะมีความสามารถในการจดจำได้ดีขึ้น ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์แน่นอนค่ะ


เรียบเรียงโดย : kaijeaw.com